จันทร์. เม.ย. 22nd, 2024

    ภาษากาย เรียนรู้วิธี การสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์

    ภาษากาย

    ภาษากาย วิเคราะห์ภาษากาย ซึ่งเป็น การสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์

    ภาษากาย Body language หรือ อวัจนภาษ คือ การใช้พฤติกรรมทางร่างกายเพื่อ การสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งเป็นภาษาอีกประเภทหนึ่ง ที่ใช้เพื่อแสดงความหมาย

    ภาษากาย ท่าทาง การสบตา หรือการใช้ปริภาษาซึ่งเป็นน้ำเสียง ที่ใช้ประกอบถ้อยคำ แสดงอารมณ์ของผู้พูดและวัตถุภาษา การใช้อวัจนภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจ วิเคราะห์ภาษากาย ได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั้งสองสิ่งนี้ มีบทบาทสำคัญที่สนันสนุนกัน ในการสื่อสาร  ภาษากายนั่นมีประโยชน์คือ

    เพื่อเป็นการตอกย้ำ การใช้ภาษากายแสดงความเน้นย้ำ เช่น เมื่อเรากล่าวถึงสิ่งของที่ใหญ่มากๆ เราจะกางมือออกกว้างๆ เพื่อย้ำสิ่งที่เราพูด

    เพื่อทำให้ภาษาสมบูรณ์ เช่น หากเราบอกรักกับใครสักคน การกอดหรือการบีบมือฝ่ายตรงข้าม จะเป็นวิธีแสดงความรักที่ลึกซึ้งที่สุด และทำให้สิ่งที่เราพูดสมบูรณ์มากขึ้น

    เพื่อการใช้ท่าทางหรือสัญลักษณ์แทนคำ เช่น หากเรารู้สึกรำคาญการพูดเสียงดัง เราอาจกลอกตาไปหาต้นเสียงเพื่อแสดงความรู้สึกเบื่อหน่าย หรือวางนิ้วชี้ไว้ที่ริมฝีปากเพื่อแสดงว่าให้เงียบเสียง

    เพื่อทำให้การสื่อสารมีความต่อเนื่องกัน โดยใช้ การสบตาและพยักหน้า เพื่อแสดงความเข้าใจ คาดิโอช่วยอะไร  ทำให้การสนทนาไหลลื่น ต่อเนื่อง

    เพื่อแสดงความขัดแย้ง บางครั้งคำพูดของคนเรากับการกระทำก็แตกต่างกัน  กรณีเช่น บุคคลคนหนึ่งกล่าวกับบุคคลอีกคนว่า กระเป๋าดูดีจัง เข้าใจเลือกให้เข้ากันนะคะ โดยใช้ น้ำเสียงหวาน เสนาะหูฟังดูดี  แต่เธอกลับใช้กริยาท่าทางมองฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่หัวจรดเท้า  ซึ่งลักษณะการมองตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นการดูถูก และตรงข้ามกับคำพูดที่ฟังดูดีของเธอ

    ภาษากาย โดยการ วิเคราะห์ภาษากาย พฤติกรรมของร่างกาย การสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์

    เราต่างรู้กันดีว่า การสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ การสื่อสารด้วยคำพูดของมนุษย์ นั้นแทบจะไม่สามารถเชื่อถือได้ เราพูดในสิ่งที่อยากให้ผู้ฟังเชื่อ แม้จะไม่ใช่เรื่องจริง เราโกหกด้วยคำพูดเก่ง แต่รู้หรือไม่ ความจริงแล้วเรายังสื่อสาร ภาษากาย ออกมาด้วยท่าทางของร่างกายด้วย

    วิเคราะห์ภาษากาย พฤติกรรมต่างๆ ของร่างกายที่แสดงออกมา ตั้งแต่หัวจรดเท้า การกระทำทุกอย่างนั้นมาจากสมองซึ่งล้วนมีความหมาย ในเมื่อคำพูดเชื่อถือไม่ได้ ให้ลองอ่านภาษากายดู

    การขยับร่างกาย ของหลายคนมักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าอีกฝ่ายไม่เคยรู้ความหมายหรือฝึกฝนการฝืนของร่างกาย ก็เป็นเรื่องง่าย ที่เราจะเชื่อพฤติกรรมที่เขาแสดงออก มากกว่าสิ่งที่เขาพูด นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่การประชุมสำคัญไม่สามารถสื่อสารกัน ผ่านโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตได้ เพราะอีกฝ่าย จำเป็นต้องอ่านท่าทางของคู่สนทนา ประกอบไปด้วย

    วิเคราะห์ภาษากาย พฤติกรรมของร่างกาย มีอะไรบ้าง

    การกลอกตา ดวงตาเป็นพฤติกรรมที่จับสังเกตได้ง่ายที่สุด เพราะการมองตาเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ เมื่อเราสนทนากับอีกฝ่าย และสังเกตห็นได้ชัดเจน คู่สนทนากลอกตาไปทางด้านขวาของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นขวาบน ขวาล่าง หรือขวาเฉยๆ นั่นหมายความว่าเค้ากำลังคิดเรื่องใหม่ขึ้นมาในหัว

    ถ้าบทสนทนาในตอนนั้นกำลังคุยเรื่องในอดีต ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเค้ากำลังคิดเรื่อง สมัครเว็บบอล เพื่อโกหกเราอยู่ คู่สนทนากลอกตาไปทางด้านซ้ายของตัวเขาเอง หมายความว่าเขากำลังนึกเรื่องที่อยู่ในความทรงจำ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเค้ากำลังพูดเรื่องที่เป็นความจริง

    พฤติกรรมของแขน แขนก็เป็นอีกจุดหนึ่งของร่างกายที่สังเกตได้ง่าย แต่การอ่านภาษากายจากแขน ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทต่างๆ ไปพร้อมกันมากหน่อยนะ เพราะมีปัจจัยในเรื่องของความเมื่อย และหน้าที่ของแขน ณ ขณะนั้นด้วย การที่เอาแขนแนบลำตัวหรือกอดอก บ่งบอกความหมายว่ารู้สึกอึดอัด กำลังถูกคุกคาม หรือมีความไม่สบายใจบางอย่าง

    การเท้าเอว บ่งบอกถึงการประกาศอนาเขตหรือต้องการแสดงอำนาจ การยื่นแขนแบบไม่เหยียดสุด ทั้งๆ ที่ถ้ายื่นจนสุดจะสะดวกกว่า เช่น การกอด การยื่นของให้คนที่อยู่ไกล แสดงออกว่าเรามีความกังวลกับสิ่งที่ถืออยู่หรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกว่าต้องปกป้องตัวเอง

    ตำแหน่งของเท้า เท้าเป็นส่วนที่ค่อนข้างซื่อสัตย์มาก เรามักแสดงออกผ่านการวางเท้าโดยไม่รู้ตัว แต่เท้านั้นเป็นส่วนที่สังเกตได้ยาก เพราะอยู่ด้านล่าง และหลายครั้งที่จะสิ่งกีดขวางบังอยู่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อปลายเท้าข้างใดข้างหนึ้งชี้ขึ้น แสดงว่าเค้ากำลังอารมณ์ดี อาจจะเพิ่งได้ยินอะไรดีๆ หรือกำลังนึกถึงเรื่องดีๆ อยู่ การกระเด้งไปมาของเท้า แสดงออกถึงความตื่นเต้นดีใจ กำลังมีความสุข

    เรามักจะหันไปหาสิ่งที่กำลังสนใจ ถ้าเท้าของคู่สนทนาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างหันไปทิศทางอื่น แสดงว่าเขากำลังสนใจทิศทางนั้น หรือกำลังจะจากไปในทิศทางนั้น เป็นสัญญาณของการเว้นระยะห่าง การไขว้เท้าขณะนั่ง แสดงถึงความไม่สบายใจหรือไม่มั่นคง โดยปกติแล้วเราจะไม่นั่งโดยการนำเท้ามาไขว้กันแบบนี้

    การจัดวางลำตัว การเอนตัวโดยถ่ายน้ำหนักไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่ไม่ค่อยสมดุลดูแล้วน่าจะเมื่อย ถ้าคู่สนทนาเราเอนตัวออกห่างจากเรา แสดงว่าเค้ามีท่าทีที่จะไม่ชอบเรา เป็นการปฏิเสธการเผชิญหน้า หรือต้องการสร้างระยะห่าง ถ้าอยู่ดีๆ คู่สนทนาของเราพยายามสูดหายใจเข้าเยอะกว่าปกติ หายใจลึกๆ แรงๆ

    แสดงว่าร่างกายของเค้าคนนั้นกำลังเผชิญกับความเครียด ลองสังเกตดูว่าสิ่งที่เราพูดมีอะไรทำให้เขากังวล ในกรณีที่คุณเดินเข้าไปหาใครสักคนในขณะที่เขายืนอยู่ ลองเข้าไปยืนในลักษณะเฉียงกับคู่สนทนาแล้วสังเกตดู ถ้าเค้าหันมาหาเราทั้งตัวและเท้าแสดงว่าเค้าเปิดรับเรา แต่ถ้าแค่บิดลำตัวมาคุยกับเรา แสดงว่าเขาไม่ได้เปิดรับเรามากนัก

    ภาษากาย วิเคราะห์ภาษากาย สัญญาณบ่งบอกว่าเป็นได้แค่ คนคุย ไปต่อคงไม่ได้แล้ว

    พยายามอยู่ฝ่ายเดียว ความสัมพันธ์ที่ดี คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามอยู่ฝ่ายเดียว เพราะการที่คนเราจะตกลงคบกันได้ จะต้องปรับตัวเข้าหากัน คนละนิดคนละหน่อย แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่าคุณเป็นฝ่ายพยายามปรับอยู่ฝ่ายเดียว พยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีที่มีคุณ เริ่มต้นทักทายและเข้าหาเขาก่อนเสมอ

    แต่กลับไม่รู้สึกว่าเขาหรือเธอพยายามเข้ามาหาคุณเลยสักนิด ดูจะไม่พยายามทำอะไรเพื่อคุณบ้างเลย เชื่อเถอะว่าความสัมพันธ์นี้ไปได้ไม่ไกลหรอก เพราะมันเหนื่อยแล้วก็ท้อมากเกินไป แบบนี้นานวันเข้าอาจเข้าทำนอง “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินบอกรำคาญ” ก็ได้

    เป็นคนทักไปก่อนเสมอ คนคุย มันจะต้องมีการสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน คุณทักไปบ้าง เขาหรือเธอทักมาบ้าง มีหยอดกันหวาน ๆ บ้าง เถียงกันงอนกันบ้าง คุยเรื่องเครียด ๆ มีสาระบ้าง แต่ถ้าคุณเป็นคนเริ่มบทสนทนาทุกครั้งจนเหนื่อย น้อยใจว่าเขาหรือเธอไม่คิดถึงคุณหรืออยากคุยอะไรกับคุณก่อนบ้างเลยหรือไง

    แบบนี้ไม่ใช่คนคุยหรอกนะ เพราะแชต 2 ฝั่งมันสมดุล ถ้าหน้าต่างแชตของคุณหนักขวา คุณคุยคนเดียว คุณเป็นพิธีกร! ถ้าอ้างว่าไม่ว่าง อย่างน้อยก็บอกมาสิ โต ๆ กันแล้วบอกดี ๆ ก็รู้เรื่อง น่าจะใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้คุณรออย่างไม่มีความหวังอะไรเลย

    อ่านไม่ตอบ ถามคำตอบคำ จบแค่สติกเกอร์ น่าโมโหไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะกับคนที่อ่านแล้วไม่ตอบ ถามคำตอบคำ ตอบมาสั้น ๆ ว่า “อืม” “อ่อ” “อะห้ะ” หรือโยนสติกเกอร์มาให้คุณ 1 ตัว ประมาณว่าไม่มีอะไรจะคุยด้วย ไม่ให้ความสำคัญใด ๆ กับคุณเลย ยังไม่อ่านยังพอเข้าใจได้ว่าอาจไม่ว่าง

    แต่แบบนี้มันเมินกันชัด ๆ ที่แย่กว่าคือบางทีคุณพยายามหาเรื่องพูดคุย แต่ก็รู้สึกได้ว่าเขาหรือเธอไม่ค่อยมีมารยาทกับคุณเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากตอบโต้หรือสนทนาด้วยไปมากกว่านี้อีกแล้ว คิดว่าคนกันเองเลยไม่เกรงใจ ธรรมดาแหละ ถ้าไม่มีใจก็จะเฉย ๆ ไม่กระตือรือร้นใด ๆ คุณต้องคิดได้แล้วนะว่าจะเป็นฝ่ายถูกเทหรือจะเป็นฝ่ายเท

    ใด ๆ คือต้องเป็นความลับ แม้แต่กับเพื่อนสนิท ปกติแล้วคนเรามักจะคุยกับเพื่อนสนิทแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่นินทาชาวบ้าน มีเรื่องกับป้าข้างห้อง คร่ำครวญเรื่องแมวป่วย บ่นระบายเพราะทะเลาะกับแม่ ชวนกันติ่ง และแน่นอนว่าย่อมมีการปรึกษาเรื่องความรัก หลายคนเล่าให้เพื่อนฟังทุกอย่าง หลายคนไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังแต่ก็มีเกริ่น ๆ

    อย่างน้อยที่สุดก็คงบอกว่ากำลังคุยกับคนคนหนึ่งอยู่ อาจไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่ถ้าเพื่อนสนิทของเขาหรือเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้คุณมีตัวตนอยู่ในชีวิตของเขาหรือเธอ แบบนี้มันก็เป็นความลับมากไปแล้ว หรือว่าเขาหรือเธอมีคนอื่นที่ให้สถานะชัดเจนกว่าคุณ

    หลีกเลี่ยงที่จะเจอหน้า เป็นเรื่องผิดปกติเลยล่ะสำหรับคนที่ชอบพอกันจนตกลงให้สถานะคนคุย เขาหรือเธอพยายามบ่ายเบี่ยงการเจอหน้าคุณอยู่เสมอ คุณแทบจะไม่เคยสัมผัสได้เลยว่าเขาหรือเธออยากจะมาเจอหน้าหรือมีเวลาให้คุณบ้าง ชวนไปไหนไม่เคยว่าง หลายคู่แม้จะคุยกันมานานแล้ว

    แต่กลับไม่เคยพาไปทำความรู้จักเพื่อนฝูงหรือพาไปรู้จักครอบครัวสักครั้ง แนะนำในฐานะเพื่อนก็ไม่เคย จนคุณรู้สึกได้ว่าคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาหรือเธอ อาจมองได้ว่าเขาหรือเธออาจไม่พร้อมที่จะเปิดตัวคุณในสถานะคนพิเศษ หรือจริง ๆ แล้วคุณอาจจะไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาหรือเธอเลย

    ภาษารัก วิเคราะห์ภาษากาย วิธีที่แต่ละคนใช้เพื่อสื่อสารความรัก

    ภาษากาย ภาษารัก ที่ว่าด้วย การบริการ หรือ การสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ทำสิ่งต่างๆ ให้ Act of Service คือการแสดงออกด้วยการทำอะไรบางอย่างเช่น

    ทำอาหาร ทำความสะอาด ให้ความสะดวกสะบาย ทำธุระ ช่วยเหลืองาน เพราะว่าการบริการหรือทำให้ จำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรทั้งเวลา ความคิด และการลงมือทำ สิ่งเหล่านี้จะถูกกลั่นกรองออกมาเป็นประสบการณ์ในแง่บวก เพื่อให้คนที่รักมีความสุขมากที่สุด

    คำพูดที่เติมเต็ม คำพูดที่เติมเต็ม Word of Affirmation คือภาษารักที่สื่อสารผ่านถ้อยคำ คำพูด รวมทั้งการส่งข้อความ message ด้วย คำพูดที่เติมเต็ม ไม่ได้มีแต่การบอกรักเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการพูดในเรื่องที่สร้างความสุขให้กับคนที่รักด้วยเช่น การพูดขอบคุณ การพูดคำชม การพูดบอกรัก การพูดให้กำลังใจ

    คำพูดที่เติมเต็มนี้อาจเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก เพราะบางครั้งเราจะมีมุมมอง ความคิดที่แตกต่างกัน หากใช้คำพูดที่เติมเต็ม ที่ไม่ได้บอกรักอย่างตรงไปตรงมาเช่นการให้กำลังใจหรือการชื่นชม ในเรื่องที่ไม่ถูกใจหรือเรื่องที่คนรักไม่ให้คุณค่า อาจทำให้คนรักไม่ได้รู้สึกถึงความเอาใจใส่ได้ หรืออาจถึงขั้นเกิดการทะเลาะกันได้

    การสัมผัส เมื่อมนุษย์มีการสัมผัสกัน สมองจะหลั่งฮอร์โมน เช่น ออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความเกี่ยวข้องกับความรักออกมา ทำให้เกิดความรู้สึก การสัมผัส เกิดขึ้นตั้งแต่ทารก ที่สามารถเข้าใจความหมายของคำว่ารัก ผ่านการสัมผัสของแม่ นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงหลายอย่างเช่น การจับมือ การกอด การจูบ ล้วนแต่เป็นตัวอย่าง ของการแสดงออกความรักทั้งสิ้น